มาดูแนวทางในการเลือกวัสดุของการก่อสร้างโกดังหรือโรงงาน สิ่งที่เราจะต้องคำนึงถึงในระดับแรก เรื่องของการรับหนักของพื้น ในการใช้งานในกรุงเทพฯ ถ้าเป็นพื้นวางบนดินอย่างเดียวรับรับหนักได้มากสุด 1 ตัน แต่ที่แน่ๆเนี่ยก็อาจจะมีการทรุดตัวของตัวพื้นดิน ซึ่งในกรุงเทพฯ บริเวณปริมณฑลทางเราก็ไม่ค่อยแนะนำเท่าไหร่ในการที่จะทำพื้นวางบนดิน แต่ในต่างจังหวัดเนี่ยเราสามารถเลือกพื้นวางบนดินได้นะครับ
ในกรุงเทพส่วนมากที่เขาใช้กันวิธีการก็มี 2 แบบ
-พื้นวางบนคานสำหรับโกดัง
-พื้นวางบนเข็ม
ซึ่งการรับหนักเริ่มตั้งแต่ 500 กิโลกรัมต่อตารางเมตรไปจนถึง 5 กิโลกรัมต่อตารางเมตรในบ้านเราที่ใช้กันส่วนใหญ่
หลังจากนั้นเราก็มาดูว่างานโครงสร้างตัวเสาเราจะเลือกเป็นวัสดุแบบไหน ในประเทศไทยที่มีกันก็มีรูปแบบคอนกรีตกับรูปแบบเป็นเสาเหล็กซึ่งแน่นอนว่ารูปแบบคอนกรีตต้นทุนการก่อสร้างระยะเวลาก็จะเยอะขึ้น ซึ่งปัจจุบันระบบสำเร็จรูปที่เป็นโครงสร้างที่เป็นเสาเหล็กก็ได้รับความนิยมมาก
เนื่องจากรวดเร็ว ต้นทุนอาจจะสูงกว่า แต่ว่าเมื่อลดระยะเวลาลง ค่าวัสดุที่เทียบกันแล้วไม่ต้องไปเก็บงานเยอะดังนั้นโดยรวมราคาเสาเหล็กก็จะถูกลง
ทีนี้มาดูเรื่องของรายการวัสดุโครงหลังคา ก็จะมีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเหล็กบีมที่เป็นเหล็กบีมไวแฟรงก์ทั่วไปในท้องตลาด แล้วก็มา Build up มาเพิ่มการรับ Moment ที่เพิ่มขึ้นหรือเป็นโครงสร้างเหล็ก H-Beam เขาเรียกว่า Build up Beam อีกแบบนึงก็คือเอาเหล็ก มาประกอบกันเป็น Shape ให้รับน้ำหนักโมเม้นต์ตามที่ต้องการได้ ก็จะเหมาะกับอาคารขนาดใหญ่หรือว่าเป็นโครงหลังคาที่เป็นโครงถักก็อยู่ที่ลักษณะอาคาร
ทีนี้จะตอบได้ไหมว่าโครงหลังคาแบบไหนถูกที่สุด อันนี้จะตอบไม่ได้เพราะว่าในบางครั้งอาคารขนาดความกว้างแต่ละขนาดเนี่ยเหมาะสมไม่เท่ากัน อย่างอาคารขนาดเล็กแน่นอนโครงถักก็จะได้รับการประหยัดมากกว่า เคสของการที่ความกว้างไม่เกิน 20 เมตรอย่างนี้โครงถักแน่นอน ประหยัดแน่นอน
แต่เคสที่เกิน 30 เมตร 40 เมตร ขึ้นไปเนี่ยอาจจะกลายเป็นเหล็ก castellated beam หรือเหล็กแบบ Build up beam อาจจะประหยัดกว่า อันนี้คือการเลือกโครงหลังคาแล้วหลังจากนั้นก็จะเป็นแป แปที่ใช้ในท้องตลาดว่าจะเป็นแปผนังหรือแปหลังคาเนี่ยหลายๆ ที่ บางที่ก็จะเป็นเหล็กกล่อง เป็นเหล็กดำ เป็นเหล็กกัลวาไนซ์ เรามีประสบการณ์ในการต่อสร้างมาหลายปีเราไม่ค่อยแนะนำให้ใช้เหล็กกล่องหรือเหล็กzดำอะไรก็แล้วแต่ เพราะว่าด้านในของเหล็กเหล่านี้เราทาสีได้ค่อนข้างยาก
เราแนะนำเป็นเหล็กกัลวาไนซ์ดีกว่าซึ่งตัวเลือกที่ดีในท้องตลาดก็จะเป็นเหล็กแปแซท เหล็กแปร c ที่เป็นกัลวาไนซ์หรือเหล็กแปโอเมก้าที่ทางเราเป็นผู้ผลิตเองอยู่เหมือนกัน ดังนั้นวัสดุแป เราแนะนำเป็น 3 ตัวนี้ดีกว่าแต่แน่นอนราคาก็ขยับนิดนึงแต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องมานั่งทาสี อย่างน้อยเรารับประกันว่ามันไม่เป็นสนิมแน่นอน แล้วก็อายุการใช้งานการทนทันต่อสนิมก็จะยืดยาวกว่าและก็เหล็กกัลวาไนซ์ที่ในท้องตลาดเนื่องจากความแข็งของเหล็กมันมากกว่าเหล็กดำ ซึ่งปัจจุบันเหล็กกัลวาไนซ์ที่ใช้ในท้องตลาดบางที่ใช้ตัว G5500KSC บางที่ก็ใช้ตัว G3500KSCแต่ถ้าเป็นตัวเหล็กดำความแข็งก็ FY หรือทั่วไปก็อยู่แค่ 2500KSC ขนาดนี้ที่เอามาออกแบบ
ตัวต่อไปหลังจากที่เราเลือกตัวแปแล้ว ก็เป็นอีกตัวเขาเลือกว่าเป็นตัว Metal Sheet ลักษณะ Metal Sheet หลังคาก่อนมันจะเลือกว่าเอาแบบที่เป็นเจาะรูนะครับ หรือแบบเป็นคลิปล็อกซึ่งปัจจุบันเนี่ยต้องบอกว่าตัวแบบคลิปล็อกเนี่ยได้รับความนิยมไปอย่างมากเนื่องจากว่าไม่ต้องเจาะรู สิ่งที่เกิดขึ้นคือทำให้อาคารไม่เป็นรูจากการรั่ว คือรั่วน้อยลงเพราะว่าถ้าเป็นอาคารรูปแบบเก่าที่ใช้ในท้องตลาดที่เป็นเจาะรู ลองนึกภาพอาคารสักหมื่นตารางเมตร เจาะประมาณทั้ง 3-4 รูลองนึกภาพว่าช่างต้องขึ้นไปยิงนอดบนหลังคาทั้ง 40,000 รูโอกาสรั่วนี่มีแน่นอน
ดังนั้นสำหรับโกดังที่เก็บของที่มีมูลค่าไม่แนะนำ ดังนั้นแนะนำเป็นเลือกของรูปแบบคลิปล็อกดีกว่าที่ไม่ต้องมีการเจาะรูปแต่แน่นอนราคาก็ขยับกันนิดนึง
ทีนี้วิธีการดูวัสดุหลังคาที่เราเลือกว่าจากยิงน็อตหรือจากคลิปล็อก ตัววัสดุหลังคาเราก็ต้องเลือกอีกว่าเราเลือกเมทัลชีทที่เป็นรับประกันหรือ เราเลือกเมทัลชีทที่เป็นเหล็กนอกที่ไม่รับประกัน ซึ่งราคาก็จะต่างกันเหมาะกับแต่ละฟังก์ชัน แต่ทาง Happy ที่เราขายเราก็คือเป็นตัวรับประกัน 30 ปีไม่ว่าจะเป็นเหล็กของเกาหลีหรือว่าเป็นเหล็กของ bluescope ที่เป็นตัวหลังคาที่รับประกัน 30 ปีเหมือนกัน
ทีนี้ความหนาสำหรับคลิปล็อกเนี่ยขั้นต่ำอยู่ใช้ประมาณอย่างน้อย 0.4 มิลลิเมตร ไม่ค่อยแนะนำต่ำกว่า 0.4 มิลลิเมตร ไม่ว่าจะเป็นตัวที่เป็นตัวยิงหลังคาหรือว่าเป็นตัวคลิปล็อกก็แล้วแต่ไม่ควรต่ำกว่า 0.4 มิลลิเมตร เพราะว่าตอนการทำงานจริงๆเนี่ยผู้รับเหมาที่เขาขึ้นไปทำงานบนหลังคาเนี่ยโอกาสที่การที่เขาเหยียบไม่ตรงแปร ก็มีโอกาสที่ทำให้หลังคาระบุกแล้วก็มีโอกาสทำให้เกิดรอยบุก รอยเบี้ยว มีช่องว่าง
ตัวแผ่นเมทัลชีทหลังคาแนะนำขั้นต่ำใช้ 0.4 mm ตัวผนังก็เหมือนกันเราก็เลือกได้ตั้งแต่ 0.35 , 0.4 , 0.47 mm. แล้วแต่ความต้องการ
หรือว่าเป็นสี สำหรับท่านที่กังวลกันการเป็นสนิม ก็สามารถเลือกเมทัลชีทสีได้ เนื่องจากเมทัลชีทสีในท้องตลาดปัจจุบันเนี่ยเคลือบอลูซิงอยู่แล้ว แล้วก็มีการเคลือบสีเพิ่มอีกดังนั้นโอกาสการเกิดสนิมก็จะน้อยกว่าตัวที่เคลือบสีอย่างเดียว
loading...

